INCLUDE_DATA
content top
ป่าละอู น้ำตก ปู และ น้องหนูกะเหรี่ยง

ป่าละอู น้ำตก ปู และ น้องหนูกะเหรี่ยง

ป่าละอู น้ำตก ปู และ น้องหนูกะเหรี่ยง

โบกมือบ๊ายบายหัวหินเรียบร้อย เราก็เตรียมตัวออกเดินทางไปที่บ้านสวนป่าละอูรีสอร์ท ซึ่งอยู่ห่างจากชายหาดหัวหินไปประมาณ 50 กม. เนื่องจากได้นัดหมายกับพี่ดุ๊ก ผู้จัดการรีสอร์ทว่าจะให้พี่แกพาไปเที่ยวแถว ๆ นั้น เราขับรถมาตั้งต้นที่สี่แยกสะพานปลา มุ่งหน้าไปทางเส้นทางน้ำตกป่าละอูซึ่งมีป้ายบอกตลอดทาง สองข้างทางนั้นเป็นป่าไม้รกครึ้มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะพื้นที่บริเวณนี้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานที่เป็นเขตเชื่อมต่อจากจังหวัดเพชรบุรี ฝนที่ตกลงมาโปรยปรายนั้นทำให้อากาศในรถเย็นฉ่ำ จนฉันต้องสะกิดให้คนนั่งข้างหน้าช่วยหรี่แอร์ให้หน่อย เราขับรถล่วงมาจนผ่านด่านตรวจไทรเอน และด่านตรวจพุไทรตามลำดับ ขับรถต่อมาอีกประมาณสองสานาทีก็เห็นรีสอร์ทอยู่ทางด้านขวามือ เลี้ยวรถเข้าไปปุ๊บพนักงานก็นำร่มมารับปั๊บ ก่อนจะเดินนำเข้าที่พัก ซึ่งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่เขียวขจี สดชื่น จนทำให้ฉันนึกถึง

เก็บกระเป๋ากันแล้ว เราก็เดินออกมาหาพี่ดุ๊กอีกครั้ง เพื่อวางแผนการเที่ยวป่าละอู เย็นนี้เรามีโปรแกรมเดินทางไปที่น้ำตกป่าละอูเป็นที่แรก เพราะอยู่ไม่ไกลจากรีสอร์ทมากนัก ชื่อป่าละอู มาจากภาษากะเหรี่ยง แปลว่า ต้นไผ่ ซึ่งก็คือต้นไม้ที่ขึ้นอยู่มากมายบริเวณป่าละอู ชื่อปาละอู จึงหมายถึงป่าไผ่ แต่บางครั้งผืนป่าบริเวณนี้ก็ถูกเรียกว่า ห้วยป่าเลา ซึ่งหมายถึงหญ้าชนิดหนึ่งที่ออกดอกเป็นสีเทาหม่น หรือสีดอกเลานั่นเอง น้ำตกป่าละอูเป็นน้ำตกขนาดใหญ่แบ่งเป็นชั้นต่าง ๆ ถึง 15 ชั้น โดยนักท่องเที่ยวจะนิยมเดินขึ้นไปชมความงามของน้ำตกตั้งแต่ชั้นหนึ่งจนถึงชั้นสี่ หากใครใจถึงจะเดินขึ้นไปที่ชั้นสูง ๆ กว่านี้จะต้องมีเจ้าหน้าที่ป่าไม้เป็นผู้นำทางขึ้นไปให้ ก่อนจะเข้าถึงบริเวณน้ำตกมีถนนลาดยางอย่างดี รถยนต์ทุกชนิดสามารถเข้าถึงตัวน้ำตกได้อย่างสะดวก แต่การเดินขึ้นไปชมน้ำตกแต่ละชั้นนั้นต้องระมัดระวังด้วย เพราะมีตะไคร่สีเขียวขึ้นอยู่เป็นระยะ ๆ ทำให้พื้นดินตามทางค่อนข้างลื่น เวลาได้เข้าป่าชื้นแบบนี้ทำให้ฉันนึกถึง ทาก แดร็กคูร่าประจำป่าหน้าฝนที่จะออกมาดูดเลือดสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร รวมถึงเลือดมนุษย์ด้วย ฉันไม่เคยโดนทากดูดเลือด แต่เคยเห็นทากมันเกาะคนอื่นแล้วเกาะแน่นอยู่อย่างนั้น เขาเล่ากันว่าเมื่อทากเกาะใครแล้วมันจะไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ แต่จะดูดเลือดจนอิ่ม ตัวอ้วนแล้วจึงจะหลุดออกไปเอง ใครชอบไปเที่ยวป่าควรต้องหาวิธีป้องกันทากไว้ด้วย เช่น การทายากันทาก หรือใส่เสื้อผ้าให้มิดชิดรัดกุมเข้าไว้ แต่ก็มีอีกวิธีหนึ่งที่คนเข้าป่าประจำเขาแนะนำมา คือ ถ้าเราเดินเข้าป่าพร้อมกันเป็นกลุ่มกับเพื่อน ๆ จงพยายามเดินให้เร็วนำหน้าคนอื่นเข้าไว้ เพราะกว่าทากจะรู้ตัวว่ามีเหยื่อเดินเข้ามาใกล้ ๆ เราก็เดินล่วงหน้ามันไปไปแล้ว คนหลังเดินช้าก็จะกลายเป็นเป้าหมายให้ทากกระโดดเกาะไปโดยปริยาย ไม่อยากบริจาคโลหิตโดยไม่ตั้งใจแนะนำให้รีบเดินเข้าไว้ค่ะ

พูดถึงตัวน้ำตกป่าละอูนั้น จัดเป็นน้ำตกที่เที่ยวได้ตลอดทั้งปี ป่าไม้ที่ปกคลุมบริเวณน้ำตกทำให้มีฝนตกเกือบทุกวัน แต่ฤดูกาลที่เหมาะแก่การมาเที่ยวที่สุดคือระหว่างเดือนสิงหาคม-มีนาคม เพราะจะมีปริมาณน้ำมาก สามารถลงเล่นน้ำได้ คนส่วนใหญ่ที่ไปเที่ยวน้ำตกป่าละอูต่างมีจุดประสงค์ที่ต่างกัน ด้วยพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ของบริเวณนี้จึงมีสัตว์ป่าหายากมาชุมนุมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ช้างป่า กระทิง เสือดาว แต่สัตว์ที่จะได้พบหน้าค่าตากันบ่อย คือ ลิง และค่าง ส่วนคนที่ชอบดูนกก็สามารถพกกล้องดูนกติดตัวมาด้วยได้ เพราะที่น้ำตกป่าละอูนั้นมีนกแปลกตาหาชมยากมาอาศัยอยู่มากมาย เช่น นกหัวขวาน นกขุนแผน และนกบั้งรอก นอกจากนี้การเดินทางไปที่น้ำตกป่าละอูก็อาจจะมีโอกาสได้เห็นฝูงผีเสื้อสีสันแปลกตาที่มาอาบินว่อนกินดินโป่งอยู่ใกล้ๆ ลำธารเป็นจำนวนมาก จุดชมผีเสื้อที่สำคัญ คือ สะพานข้ามหวยชลนาฏ ซึ่งอยู่ระหว่างทางไปน้ำตกป่าละอู และที่บริเวณชั้น 1 ของน้ำตก ผีเสื้อที่พบได้บ่อย ๆ คือ ผีเสื้อจรกา ผีเสื้อหางแหลม ฯลฯ สำหรับคนที่ไม่ได้พักที่รีสอร์ทแบบพวกเรานั้น สามารถติดต่อกางเต็นท์นอนในพื้นที่ของอุทยานฯ ได้ ซึ่งบริเวณที่กางเต็นท์นอนก็มีผีเสื้อบินมาอวดโฉมให้ยลเช่นกัน ใกล้ชิดธรรมชาติกันแบบสุด ๆ

วันรุ่งขึ้น เราออกเดินทางไปที่เที่ยวใกล้ ๆ กับรีสอร์ท ซึ่งอันนี้ก็เป็นที่เที่ยวที่เราเพิ่งรู้เหมือนกันว่า ประจวบคีรีขันธ์ก็มีสระมรกตกับเขาด้วย สระมรกตไม่ได้อยู่ในพื้นที่ของอุทยานฯ แต่เป็นสถานที่ซึ่งชาวบ้านที่เข้ามาเก็บหาของป่าพบเข้าโดยบังเอิญ สระมรกตมีลักษณะเหมือนน้ำตกที่ไหลลงมาสู่ลำธาร สายน้ำที่ตกลงมานั้นเห็น ๆ กันอยู่ว่าเป็นสีขาวบริสุทธิ์ แต่เมื่อลงมาอยู่ในลำธารแล้วกลับกลายเป็นสีเขียวมรกตอย่างน่าอัศจรรย์ สาเหตุนั้นไม่มีใครทราบแน่ชัด เข้าใจว่าอาจจะเป็นเพราะพืชพันธุ์ไม้ที่อยู่ใต้น้ำทำให้น้ำที่ตกลงมาลงสะท้อนแสงสีเขียวกระจ่างตา วันที่เราเดินทางไปนั้นปริมาณน้ำยังมีไม่มาก จึงไม่มีใครอยากจะลงเล่นน้ำ แต่ถ้ามาช่วงหน้าฝนราวเดือนตุลาคม น้ำในลำธารจะเต็มปริ่ม ส่งประกายสีเขียว ชาวบ้านหรือนักท่องเที่ยวสามารถลงไปเล่นน้ำได้

มานี่เร็ว ปูอยู่นี่ครับ เสียงพี่ดุ๊กเรียกให้พวกเราไปดูปู ซึ่งปูที่ว่านั้นไม่ใช่ปูดำตามท้องนา แต่เป็นปูสีสวยที่มีชื่อว่า ปูคีรีขันธ์ ตามถิ่นกำเนิด เจ้าตัวที่เราพบนั้นขนาดไม่ใหญ่นัก แต่สีสันนี่ซิสดใสเหลือเกิน มีสีเหลืองกับน้ำเงินตัดกันอย่างสวยงาม ตอนแรกที่เอากล้องไปส่องใกล้ ๆ มันทำท่าจะหนี แต่พอเราเริ่มรัวชัตเตอร์มันกลับโพสต์ท่าอวดก้ามปูเฉยเลย เหมือนกับรู้แน่ะว่ารูปนี้จะต้องไปโชว์อยู่ในนิตยสาร Are-v-go แน่นอน

พอปูนายแบบเดินจากไปแล้ว เราก็มุ่งหน้าเดินกลับมาที่รถบ้าง จากจุดนี้เราจะเดินทางไปที่ ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง บ้านโคนมพัฒนา อ้อ ! ลืมเล่าไปอย่างหนึ่งว่า ชาวบ้านในบริเวณนี้เขายึดอาชีพเลี้ยงโคนมกันเยอะมาก…ก แต่ละบ้านจะมีวัวตัวผอมบ้างอ้วนบ้าง ยืนเล็มหญ้าอยู่หน้าบ้านหรือไม่ก็ในละแวกใกล้เคียง เนื่องจากใกล้ ๆ กันนี้เป็นที่ตั้งของโรงนมไทย-เดนมาร์ก ซึ่งจะรับน้ำนมวัวจากชาวบ้านไปผลิตเป็นนมกล่องอีกที หมู่บ้านนี้จึงถูกเรียกว่าบ้านโคนมด้วยประการฉะนี้

ที่ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวงฯ เราได้พบกับครูนิกร เสียงใส ซึ่งเป็นครูอาสาสมัครจากจ. ประจวบฯ ครูนิกรเล่าว่า ศูนย์การเรียนแห่งนี้จัดการเรียนการสอนสองแบบ คือ โครงการจัดการศึกษาเทียบเท่าการศึกษาขั้นพื้นฐาน คล้าย ๆ กับ กศน. และโครงการจัดการศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา คือ มีการเรียนการสอนสำหรับชาวไทยภูเขานั่นเอง เด็ก ๆ ชาวเขากว่า 30 คนที่ศูนย์การเรียนฯ นี้รับผิดชอบอยู่ เป็นชาวกะเหรี่ยงเผ่าปะกากะยอ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กกำพร้าไม่มีใครเลี้ยงดูจึงถูกส่งมาที่ศูนย์การเรียนฯ นี้ เด็ก ๆ จะกินนอน และเรียนที่นี่เสร็จ อุปกรณ์การเรียนการสอนล้วนมาจากการบริจาคทั้งสิ้น ฉันเองยังได้พบกับสมุดรายงานของนักเรียนจากโรงเรียนในจังหวัดนนนทบุรีที่ฉันเคยเป็นศิษย์เก่าด้วยซ้ำไป แต่ละวันน้อง ๆ ชาวกะเหรี่ยงจะเรียนภาษาไทย ควบคู่ไปกับการเรียนวิชาพื้นฐาน ซึ่งมีหลักสูตรของกศน. จนถึงชั้นมัธยมปลาย และการเรียนเพื่อพัฒนาอาชีพควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง เช่น การปลูกข้าวไร่ เกษตรปลอดสารพิษ การทอผ้า การตำข้าวด้วยครกไม้แบบชาวกะเหรี่ยง

ถึงมีชีวิตที่ค่อนข้างลำบาก เพราะต้องเลี้ยงชีพด้วยเงินบริจาค และพืชผักที่ปลูกกินกันเองตามมีตามเกิด แต่น้อง ๆ ชาวกะเหรี่ยงก็มีแก่ใจมาแสดงการต้อนรับแบบชาวกระเหรี่ยงให้พวกเราได้ชม ได้แก่ การร้องเพลงต้อนรับ และการแสดงกะเหรี่ยงกระทบไม้ ที่คุณครูนิกร เล่าว่า ทางโรงเรียนไม่ได้สอนเด็ก ๆ แต่อย่างใด พวกเขาเรียนรู้มาเอง และถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างน่าชมเชย ฉันแอบอมยิ้มตอนได้ยินน้อง ๆ ร้องเพลงชาติไทยด้วยภาษาไทยที่ไม่ค่อยจะแข็งแรงนัก เอาเถอะน่า…ก็น้อง ๆ เขาเพิ่งหัดพูดภาษาไทยกันเมื่อไม่นานนี้เอง พอให้อภัยกันได้ เทียบกับเด็กไทยแท้ที่หัดพูดหัดเรียนมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก แต่พอโตขึ้นกลับออกเสียงภาษาไทยไม่ชัดเสียนี่ ฟังแล้วมันชวนให้ปวดหูยิ่งกว่าเพลงชาติของน้อง ๆ หนู ๆ ชาวกะเหรี่ยงขาซะอีก

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ

Are-v-go Together Magazine

No Comments »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URL

Leave a comment

You must be logged in to post a comment.